ทรราชผู้ถูกลบจากพงศาวดาร
กษัตริย์ที่ใช้อำนาจกำจัดศัตรูอย่างโหดเหี้ยมจนขุนนางลุกฮือถอดออก — บทเรียนเรื่องขีดจำกัดของอำนาจ
ในพงศาวดารโชซอน มีกษัตริย์สองพระองค์ที่ไม่ได้รับพระราชสมัญญานาม (묘호/เมียวโฮ) หลังสิ้นพระชนม์ แทนที่จะถูกเรียกว่า "กษัตริย์" (왕/王) พวกเขาถูกเรียกว่า "กุน" (군/君) ซึ่งต่ำกว่า — หนึ่งในนั้นคือ ยอนซัง (연산군) กษัตริย์ที่เรื่องราวของเขาซับซ้อนกว่าแค่คำว่า "ทรราช"
ความเจ็บปวดที่ฝังลึก
ยอนซัง (ค.ศ. 1476–1506) เป็นลูกชายของพระเจ้าซองจง (성종) กษัตริย์ที่ปกครองโชซอนอย่างสุขุมและได้รับการยกย่องสูง แต่ชีวิตวัยเด็กของยอนซังไม่ปกติ
แม่ของเขา ยุนซี (윤씨) ถูกประหารชีวิตด้วยยาพิษเมื่อยอนซังอายุเพียง 4 ขวบ สาเหตุคือยุนซีมีอารมณ์รุนแรง ทำร้ายมเหสีคนอื่น และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ข่วนพระพักตร์ของพระเจ้าซองจงจนเป็นรอย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ยอมไม่ได้ในราชสำนักขงจื๊อ
ยอนซังไม่รู้เรื่องนี้ตลอดวัยเด็ก ราชสำนักปิดบัง เขาโตขึ้นมาโดยเชื่อว่าแม่เสียชีวิตจากโรคภัย
ช่วงต้นรัชกาล: ไม่ได้เลวร้ายตั้งแต่แรก
สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ยอนซังในช่วง 4–5 ปีแรกของการครองราชย์ (ค.ศ. 1494 เป็นต้นมา) ไม่ได้มีพฤติกรรมผิดปกติแต่อย่างใด เขาดูแลราชการตามปกติ มีความสนใจด้านศิลปะและดนตรี และมีความสัมพันธ์กับพวกขุนนางพอใช้ได้
ปัญหาเริ่มจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองกลุ่ม: 훈구파 (ฮุนกูปา) ขุนนางเก่าที่ใกล้ชิดราชวงศ์ กับ 사림파 (ซาริมปา) นักวิชาการหัวใหม่ที่เน้นอุดมการณ์ขงจื๊อบริสุทธิ์และมักวิจารณ์รัฐบาล กลุ่มซาริมปาใช้ประวัติศาสตร์เป็นอาวุธ — เขียนวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์รุ่นก่อนในบันทึกราชการ
ยอนซังพบว่านักประวัติศาสตร์คนหนึ่งเขียนเนื้อหาที่วิจารณ์การกระทำของปู่ทวดของเขา (เจ้าชายซูยาง ผู้ต่อมาเป็นพระเจ้าเซโจ) อย่างรุนแรง เขาใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างกวาดล้างกลุ่มซาริมปา ประหารชีวิต เนรเทศ และลงโทษนักวิชาการหลายสิบคน — เหตุการณ์นี้เรียกว่า 무오사화 (มูโอซาฮวา)
ความจริงที่ไม่อาจรับได้
จุดพลิกผันแท้จริงเกิดขึ้นหลายปีต่อมา เมื่อยอนซังได้รู้ว่าแม่ถูกประหารชีวิต และยิ่งกว่านั้น — รู้ว่าใครมีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้
ยอนซังสั่งประหารทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ — รวมถึงคนที่ตายไปแล้ว เขาสั่งขุดศพของขุนนางสองคนที่สนับสนุนการประหารยุนซีขึ้นมาตัดหัว ตัดมือ กระจัดกระจาย เพื่อลบความทรงจำออกจากโลก พฤติกรรมนี้เรียกว่า 부관참시 (ปูกวันชัมซี) ถือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดที่จะกระทำต่อคนโชซอน เพราะถือว่าร่างกายต้องถูกฝังครบให้บรรพบุรุษรับ
หลังจากนั้น พฤติกรรมของยอนซังเริ่มออกนอกกรอบอย่างชัดเจน
รัชกาลที่เริ่มทำลายตัวเอง
ยอนซังเกณฑ์หญิงงามจากทั่วอาณาจักรมาเป็น 흥청 (ฮึงชอง) นักร้องนักดนตรีในราชสำนัก ในที่สุดมีจำนวนหลายพันคน ใช้เงินคลังหลวงจำนวนมหาศาล ยึดที่ดินรอบเมืองหลวงขยายพื้นที่ล่าสัตว์ กวาดไล่ชาวบ้านออกจากบ้าน ปิด 성균관 (ซองกยุนกวาน) มหาวิทยาลัยราชการ เปลี่ยนเป็นคอกม้า
ที่น่าเศร้าคือ เขาห้ามพูดภาษาเกาหลีในราชสำนัก สั่งให้ใช้แต่ภาษาจีน — อาจเป็นเพราะเขาเจ็บปวดจากการที่ขุนนางซุบซิบพูดถึงเขาในภาษาที่เขาเข้าใจได้ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลแท้จริงคืออะไร
จุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขุนนางที่ยังเหลืออยู่รวมกันลงความเห็นว่าอาณาจักรอยู่ในอันตราย พวกเขาก่อรัฐประหารในคืนเดียว ยอนซังถูกปลดและเนรเทศไปเกาะกวาน ยอนโด (강화도 인근) เสียชีวิตเพียง 2 เดือนต่อมาจากโรคซิฟิลิส (เรื่องเล่าในยุคนั้น) หรืออาจเป็นเพราะถูกปล่อยให้ตาย ขุนนางแต่งตั้งน้องชายต่างมารดา (จุงจง) ขึ้นครองราชย์แทน
น้องชายยอนซังได้รับบรรดาศักดิ์กษัตริย์ปกติ แต่ยอนซังเองถูกถอดออกจาก "ทะเบียนกษัตริย์" อย่างเป็นทางการ — เขาไม่มีวัด (종묘/จองเมียว) ไม่มีชื่อหลังสิ้นพระชนม์ ในพงศาวดารเขาถูกเรียกแค่ว่า "ยอนซังกุน" ซึ่งหมายความว่าเขาไม่เคย "ถูกรับรอง" ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ชอบธรรม
ยอนซัง: ทรราชหรือเหยื่อ?
คำถามนี้ยังถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ มุมมองหนึ่งบอกว่าเขาเป็นเหยื่อของระบบที่ปิดบังความจริงจากเขาตั้งแต่เด็ก และเมื่อรู้ความจริงก็สายเกินไป ความเจ็บปวดได้บิดเบือนเขาไปแล้ว มุมมองอีกฝั่งบอกว่าความโหดร้ายของเขาเกินกว่าจะแก้ตัวได้ด้วยเรื่องส่วนตัว
ที่แน่ๆ คือ โชซอนรอดพ้นจากยอนซัง แต่รูปแบบของขุนนางรวมตัวกันถอดกษัตริย์ออกนั้น กลายเป็นแบบอย่างที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์โชซอน — สัญญาณว่าอำนาจของกษัตริย์มีขีดจำกัด และขุนนางคือผู้ถ่วงดุลที่แท้จริง
